ในวาระการประชุมระดับรัฐมนตรีของคณะมนตรีแห่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ประจำปี พ.ศ. 2568 นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจแห่งประเทศอินโดนีเซีย ได้ส่งมอบเอกสารข้อตกลงเบื้องต้นของประเทศอินโดนีเซียให้กับนายมาธิอัส คอร์มันน์ (Mathias Cormann) เลขาธิการใหญ่แห่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD Secretary-General) อันถือว่าเป็นการก้าวย่างครั้งสำคัญเพื่อเดินหน้าเข้าสู่การเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
เอกสารข้อตกลงเบื้องต้นดังกล่าวเป็นการประเมินขั้นต้นด้วยตนเองในเรื่องความสอดคล้องของบทบัญญัติแห่งกฎหมาย นโยบายและการปฏิบัติของประเทศอินโดนีเซียให้ตรงกับมาตรฐานและหลักการปฏิบัติที่ดีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เอกสารนี้จึงถือเป็นการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของการก้าวเข้าสู่ช่วงระยะเชิงเทคนิคแบบเบ็ดเสร็จครอบคลุมตามกระบวนการของการเข้าร่วมเป็นสมาชิกแห่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
นอกจากนี้ ประเทศอินโดนีเซียยังได้ส่งมอบเอกสารแสดงความจำนงอย่างเป็นทางการเพื่อเข้าร่วมอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งเป็นหนึ่งมาตรฐานสำคัญขององค์การ OECD ที่ปูพื้นฐานด้านกฎหมายให้แก่ประเทศต่าง ๆ เพื่อต่อต้านการให้สินบนจากต่างชาติ การเข้าร่วมและการลงมือดำเนินการตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) อย่างจริงจังคือองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของกระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การ OECD
นายมาธิอัส คอร์มันน์ (Mathias Cormann) เลขาธิการใหญ่แห่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD Secretary-General) ได้กล่าวว่า “ประเทศอินโดนีเซียมีบทบาทสำคัญในเวทีระดับโลกและแสดงความเป็นประเทศผู้นำที่มีบทบาทสำคัญทั้งต่อภูมิภาคของตนและต่อภูมิภาคอื่น ๆ การดำเนินการในก้าวสำคัญเหล่านี้ในวันนี้ ถือได้ว่าประเทศอินโดนีเซียได้ส่งสาส์นที่ชัดเจนแน่วแน่ถึงการให้คำมั่นสัญญาของตนที่จะเป็นแนวร่วมและจะช่วยส่งเสริมมาตรฐานระหว่างประเทศและหลักการปฏิบัติที่ดีให้เป็นรูปธรรม” “การเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การ OECD คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่เป็นประโยชน์ อันจะช่วยผลักดันให้ประเทศอินโดนีเซียได้บรรลุเป้าหมายในการก้าวสู่ความเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจพัฒนาขั้นสูงภายในปี พ.ศ. 2588
สำหรับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) แล้ว ประเทศอินโดนีเซียได้นำเสนอวิสัยทัศน์ที่สำคัญ ทรงคุณค่า มาสู่การเจรจาหารือ อันจะช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งต่อความสัมพันธ์และบทบาทในเวทีโลกขององค์การของเราต่อไป”
ตามความสอดคล้องกับแผนการดำเนินการเข้าเป็นสมาชิกของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับมติจากประเทศสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) 38 ประเทศ เมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมา การเจรจาเชิงเทคนิคอย่างละเอียดถี่ถ้วนจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้ ด้วยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 25 คณะ ซึ่งจะครอบคลุมประเด็นด้านนโยบายที่หลากหลาย รวมไปถึง การดำเนินการเพื่อการต่อต้านการทุจริตและการส่งเสริมความมีคุณธรรมและจริยธรรม การศึกษา สุขภาพ การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิผล รวมถึงเรื่องการค้าและการลงทุนอย่างเสรี
กระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เป็นเสมือนแรงกระตุ้นที่มีประสิทธิภาพสูงต่อการขับเคลื่อนผลักดันให้มีการปฏิรูปที่จำเป็นต่อไปข้างหน้าโดยผ่านการตรวจสอบทบทวนของประเทศอินโดนีเซียและความสอดคล้องของบทบัญญัติแห่งกฎหมาย นโยบายและการปฏิบัติของประเทศกับมาตรฐานและหลักการปฏิบัติที่ดีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ประเทศอินโดนีเซียคือพันธมิตรหลักประเทศหนึ่งขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และในปี พ.ศ. 2557 ประเทศอินโดนีเซียได้เข้าดำรงตำแหน่งประธานร่วมวาระแรกให้กับโครงการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEARP) ของ OECD
คณะมนตรีองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้มีมติเปิดการเจรจาการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับประเทศอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ทำให้ประเทศอินโดนีเซียกลายเป็นประเทศผู้สมัครรายแรกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม นักข่าวและสื่อมวลชนสามารถติดต่อ ยูมิโกะ ซึกะยะ (Yumiko Sugaya) ที่สำนักงานสื่อกลาง (OECD Media Office) (โทรศัพท์: +33 1 45 24 97 00)
ผลจากการร่วมมือประสานกับประเทศต่าง ๆ มากกว่า 100 ประเทศ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จึงเป็นเวทีอภิปรายสากลด้านนโยบายที่ส่งเสริมหลักการต่าง ๆ เพื่อการดำรงไว้ซึ่งเสรีภาพของปัจเจกชนและการยกระดับมาตรฐานความผาสุกด้านเศรษฐกิจและสังคมของผู้คนทั่วโลก