เมื่อวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นให้กับ นาย ฟรานติเช็ก รูซิกกา (František Ruzicka) รองเลขาธิการแห่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD Deputy Secretary-General) ซึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
บันทึกข้อตกลงเบื้องต้นฉบับนี้คือการประเมินตนเองขั้นต้นของประเทศไทยถึงความสอดคล้องด้านกฎหมาย นโยบายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยต่อมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ดีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) การยื่นครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นกกระบวนการการประเมินทางเทคนิคภายใต้กระบวนการการเข้าสู่การเป็นสมาชิกขององค์การ
ตามที่กำหนดไว้ในแผนการดำเนินการเพื่อเข้าเป็นสมาชิกของประเทศไทย (Thailand’s Accession Roadmap) ซึ่งได้รับการลงมติจากประเทศสมาชิก 38 ประเทศขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 นั้น คณะกรรมาธิการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางทั้ง25 คณะ ซึ่งครอบคลุมนโยบายในหลายๆด้าน เช่นสภาพแวดล้อมด้านการลงทุน ตลาดการเงินและการพัฒนาระดับภูมิภาค จะเริ่มประเมินเชิงลึกถึงสถานะของประเทศไทย
ตลอดกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิกนั้น สมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และประเทศไทยจะเจรจากันอย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นการช่วยสนับสนุนการแก้ไขกฎหมาย นโยบายและแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ดีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)ให้มากขึ้น ทั้งนี้กระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิกจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปอย่างมีประสิทธิภาพ
นายมาธิอัส คอร์มันน์ (Mathias Cormann) เลขาธิการ ได้กล่าวถึงความสำเร็จนี้ว่า “กระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คือเส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมประเทศไทยในการพัฒนาแผนงานการปฏิรูปได้อย่างครอบคลุม และเสริมสร้างรากฐานให้มั่นคงเพื่อการเจริญเติบโตในระยะยาวควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายของประเทศไทยที่มุ่งหน้าเข้าสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี พ.ศ. 2580” “กระบวนการนี้จะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย โดยประเทศไทยจะเข้าถึงเครือข่ายด้านนโยบายและผู้เชี่ยวชาญจาก OECD ในขณะเดียวกัน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จะได้รับประโยชน์จากประเทศไทย จากข้อมูลเฉพาะและแนวคิดจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาในการทำงานขององค์การ”
ในวันเดียวกันนี้ ประเทศไทยได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงเริ่มกระบวนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศในการทำธุรกรรมทางธุรกิจระหว่างประเทศ (OECD Anti-Bribery Convention) อย่างเป็นทางการ อนุสัญญาฉบับนี้เป็นมาตรฐาที่สำคัญขององค์การที่จะช่วยวางรากฐานด้านกฎหมายให้แก่ประเทศเพื่อการต่อต้านการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ การปฏิบัติตามอนุสัญญาอย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาโดยรวม
ประเทศไทยเป็นประเทศพันธมิตรที่ทรงคุณค่าขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มาตลอดระยะเวลานานกว่าสองทศวรรษ รวมไปถึงโครงการร่วมมือเฉพาะทางระหว่างองค์การและประเทศไทยทั้งสองระยะ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้เข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการขององค์การในหลากหลายคณะและ การเข้ามาเป็นภาคีในมาตรฐานต่าง ๆ ขององค์การ ก่อนหน้าที่จะกลายมาเป็นประเทศผู้สมัครเพื่อการเข้าสู่การเป็นสมาชิก คณะมนตรีแห่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD Council) ได้ลงมติเพื่อเปิดการเจรจาหารือเพื่อการเข้าสู่การเป็นสมาชิกกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม นักข่าวและสื่อมวลชนสามารถติดต่อ ยูมิโกะ ซึกะยะ (Yumiko Sugaya) ได้ที่ สำนักงานสื่อกลาง (OECD Media Office) (เบอร์โทรศัพท์: +33 1 45 24 9700)
ผลจากการร่วมมือประสานงานกับประเทศต่าง ๆ มากกว่า 100 ประเทศ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จึงเป็นเวทีอภิปรายสากลด้านนโยบายที่ส่งเสริมหลักการต่าง ๆ เพื่อการดำรงไว้ซึ่งเสรีภาพของปัจเจกชนและการยกระดับมาตรฐานความผาสุกด้านเศรษฐกิจและสังคมของผู้คนทั่วโลก