ตามข้อมูลในรายงานฉบับใหม่ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ระบุว่า ประเทศไทยได้พัฒนาสร้างความก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตได้อย่างมีนัยยะสำคัญในช่วงกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ในการรักษาระดับการเจริญเติบโตนี้ไว้ ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องยกระดับประสิทธิภาพในการทำงาน ควบคู่ไปกับการลดภาระหนี้สาธารณะ การให้ความสำคัญกับประชากรในกลุ่มผู้สูงอายุ การรับมือกับสิ่งที่ยังขาดระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน รวมไปถึงการส่งเสริมมาตรการเพื่อดำเนินเข้าสู่เส้นทางการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
รายงานการสำรวจเศรษฐกิจไทยขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ฉบับล่าสุดระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศมีการเติบโตที่ 2% ในปีนี้ จะคาดว่าจะเติบโตที่ 1.5 % ในปี พ.ศ. 2569 การฟื้นตัวทางอุปสงค์ภายในประเทศและการส่งออกเมื่อผลกระทบจากภาษีลดลง จะช่วยหนุนอัตราการเจริญเติบโตด้านผลผลิตเชิงเศรษฐกิจให้โตขึ้นเป็น 2.6 % ในปี พ.ศ. 2570 ส่วนภาวะเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไป
นายฟรันทิเช็ก รูซิกกา (František Ruzicka) รองเลขาธิการใหญ่แห่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD Secretary-General) ได้แถลงว่า “ภายหลังการพัฒนาด้านสังคมและเศรษฐกิจนับทศวรรษให้มีความก้าวหน้าจนเป็นที่น่าจับตามอง การรักษาประคับประคองความเจริญเติบโตให้มั่นคง แข็งแรง จึงกลายเป็นเรื่องที่น่าท้าทายมากยิ่งขึ้นสำหรับประเทศไทย” ซึ่งได้กล่าวในขณะร่วมแถลงข่าวเพื่อนำเสนอรายงานฉบับนี้ ณ กรุงเทพฯ ร่วมกับนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายดนุชา พิชยนันท์ และได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “การมุ่งหน้ารัดเข็มขัดทางการคลัง ควบคู่ไปกับการปฏิรูปเพื่อการยกระดับการขับเคลื่อนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการส่งเสริมการวางระบบอย่างมีระเบียบแบบแผน คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาเพื่อรักษาระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและทางสังคมที่ยั่งยืน” องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) พร้อมที่จะให้การส่งเสริมสนับสนุนแผนงานการปฏิรูปของประเทศไทยโดยผ่านกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิกขององค์การ”
เมื่อคำนึงถึงประชากรผู้สูงอายุ รายจ่ายสาธารณะจะขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายในส่วนของบำนาญและการดูแลสุขภาพ ดังนั้นการปรับขอบเขตและการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมกับการลดขีดระดับของภาษีรายได้ส่วนบุคคลให้ต่ำลงจะช่วยสร้างเสถียรภาพการคลังให้ยั่งยืนและมั่นคงได้
การเดินหน้าปฏิรูปด้านกฎระเบียบข้อบังคับ รวมไปถึงการผ่อนปรนข้อจำกัดด้านการลงทุนจากต่างประเทศและการขจัดอุปสรรคด้านการแข่งขัน จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดประสิทธิภาพด้านการทำงานให้สูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ การส่งเสริมความเป็นธรรมโดยการลดบทบาทที่มีอิทธิพลของรัฐวิสาหกิจจะเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านประสิทธิภาพในการทำงานของประเทศไทยได้เช่นกัน
อนึ่ง การส่งเสริมความพร้อมในรับมือกับสิ่งที่ยังขาดระเบียบแบบแผนอย่างชัดเจนถือว่าเป็นความจำเป็น เนื่องจากปัญหานี้คืออุปสรรคสำคัญด้านเศรษฐกิจประการหนึ่งของประเทศไทยที่ยังปรากฎให้เห็น การลดต้นทุนในการสร้างงานที่ถูกกฎหมาย รวมไปถึงการลดต้นทุนโดยผ่านการปฏิรูประบบการปกป้องทางสังคม จะช่วยเกื้อกูลให้เกิดการสร้างงานที่มีแบบแผน การยกระดับต้นทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ผ่านการปฏิรูปทางด้านการศึกษา เช่น การปรับเปลี่ยนเนื้อหาหลักสูตรการศึกษาให้ทันสมัย การพัฒนาต่อยอดการฝึกอบรมวิชาชีพ จะเป็นแนวทางในการสร้างระบบการจ้างงานให้มีระเบียบแบบแผนยิ่งขึ้นได้
การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศที่มีความรุนแรงอย่างยิ่งยวด เช่น น้ำท่วม ความแห้งแล้ง ต่างก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศไทย การยกระดับความสามารถในการปรับตัวด้านเกษตรกรรม การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งระบบการแจ้งเตือนล่วงหน้า จะช่วยลดมูลค่าความเสียหายอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ ขณะเดียวกัน การเร่งขยายแหล่งพลังงานหมุนเวียนคือตัวแปรสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายของประเทศเพื่อรับมือกับความรุนแรงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ
โปรดอ่าน ภาพรวมรายงานการสำรวจและการประเมิณสถานะเศรษฐกิจของประเทศไทย พร้อมข้อสรุปสำคัญและแผนภูมิประกอบ (ท่านสามารถระบุลิงก์นี้ไว้ในบทความข่าวสารได้)
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม นักข่าวและสื่อมวลชนสามารถติดต่อ ยูมิโกะ ซึกะยะ ที่สำนักงานสื่อกลางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) (เบอร์โทรศัพท์ +33 1 45 24 81 18)
หมายเหตุสำหรับบรรณาธิการ:
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เป็นองค์การระหว่างประเทศที่มุ่งส่งเสริมนโยบายเพื่อการยกระดับมาตรฐานความผาสุกด้านเศรษฐกิจและสังคมของผู้คนทั่วโลก การทำงานร่วมกันกับประเทศสมาชิกและประเทศพันธมิตร องค์การนี้จึงเป็นเวทีอภิปรายที่เปิดกว้างให้ประเทศต่าง ๆ สามารถทำงานร่วมกันเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และเพื่อการร่วมกันค้าหามาตรการในแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และการบริหารจัดการด้านการปกครอง
ประเทศสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จำนวน 38 ประเทศ ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม แคนาดา ชิลี โคลัมเบีย คอสตาริกา สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮังการี ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ อิสราเอล อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลี ลัตเวีย ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอรเวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สาธารณรัฐสโลวาเกีย สโลเวเนีย สเปน สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ ตุรกี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
นับเป็นเวลากว่าสองทศวรรษที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับประเทศไทย รวมไปถึงการทำงานร่วมกันผ่านโครงการความร่วมมือเฉพาะกิจระหว่างองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และประเทศไทย สองระยะ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เพื่อส่งเสริม สนับสนุน แผนงานการปฏิรูปของประเทศ ถัดจากประเทศอินโดนีเซีย ประเทศไทยได้กลายประเทศที่เข้าไปเป็นภาคีสนธิสัญญาลำดับที่สองจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2567 และแผนงานเชิงกลยุทธ์เพื่อกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกของประเทศไทย เพื่อวางระเบียบข้อกำหนด เงื่อนไขและกระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้รับการลงมติโดยคณะมนตรีแห่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD Council) ในเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ตามแผนงานเชิงกลยุทธ์ฉบับนี้ ประเทศไทยจะเข้าร่วมการเจรจาพูดคุยเชิงลึกกับคณะกรรมาธิการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง 25 รายขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายจากสมาชิกขององค์การแต่ละประเทศและสหภาพยุโรป โดยมีเป้าหมายเพื่อความสอดคล้องด้านกฎหมาย นโยบายและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศไทยกับมาตรฐานและธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีงามขององค์การ ซึ่งมีความหลากหลายในหัวข้อด้านนโยบายรัฐ รวมทั้งนโยบายทางเศรษฐกิจ ตลาดแรงงานและนโยบายทางสังคม การศึกษาและด้านสาธารณสุข
ผลจากการร่วมมือประสานกับประเทศต่าง ๆ มากกว่า 100 ประเทศ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จึงเป็นเวทีอภิปรายสากลด้านนโยบายที่ส่งเสริมหลักการต่าง ๆ เพื่อการดำรงไว้ซึ่งเสรีภาพของปัจเจกชนและการยกระดับมาตรฐานความผาสุกด้านเศรษฐกิจและสังคมของผู้คนทั่วโลก